ท่องเว็บหาข้อมูลเรื่องธงไปตามประสา ปรากฏว่าเป็นเจอเว็บไซต์ธงของอิตาลีรวมข้อมูลเกี่ยวกับธงต่างๆ ไว้  ไปเจอ Royal Standard (ต่อไปนี้จะแปลเป็น "ราชธวัช" ในทุกแห่ง) มีข้อมูลพาดพิงเกี่ยวกับธงสยามไว้ เห็นว่าน่าสนใจดีจึงขอนำมาแปลลงไว้ที่นี่ (ทำไว้หลายวันแล้วแต่ยังไม่มีโอกาศเอามาลงเสียที เพิ่งจะว่างพอวันนี้)
 

หมายเหตุ:

ข้อความจากต้นฉบับเป็นภาษาอิตาลี เนื่องจากผู้แปลไม่มีความรู้โดยตรงในภาษาดังกล่าว จึงต้องอาศัยเครื่องมือ Google Translate แปลจากภาษาอิตาลีเป็นภาษาอังกฤษก่อนแล้วจึงเรียบเรียงเป็นภาษาไทยอีกครั้ง ฉะนั้นคำแปลที่ปรากฏต่อไปนี้อาจไม่ถูกต้องตรงตามต้นฉบับเสียทั้งหมด โปรดพิจารณาก่อนนำข้อมูลนี้ไปใช้  อนึ่ง การแปลนี้เป็นเพียงการนำเสนอสิ่งพบในชั้นต้นเท่านั้น  ยังมีข้อมูลหลายอย่างที่จะต้องนำไปตรวจสอบก่อนนำไปใช้หรืออ้างอิงด้วย

ข้อความใดก็ตามที่เป็นข้อคิดเห็นหรือหมายเหตุของผู้แปล ได้เขียนแยกไว้ด้วยเชิงอรรถอักษรตัวเอน การใส่เครื่องหมายวรรคตอนใดๆ ก็ตาม ได้คงไว้ตามที่ปรากฏในต้นฉบับ

 

Xiengyod
20 ก.พ. 2554
xiengyod2529@hotmail.com
xiengyod2529@gmail.com

 

---------------------------------

 

 

กัมพูชา - ราชธวัช 

ราชอาณาจักรกัมพูชา ราว ค.ศ. 1862 - 1970 และตั้งแต่ ค.ศ. 1993

 


 


 

ราชธวัชแบบแรกปรากฎเมื่อ ค.ศ. 1862.[1] พื้นสีน้ำเงิน, สัญลักษณ์รูปเครื่องราชูปโภคสีทอง. กลางผืนผ้ามีตั่งขนาดใหญ่, ตั้งพานรองสองชั้น: ใช้รองรับรูปวัตถุศักดิ์สิทธิ์, ซึ่งในที่นี้เป็นรูปพระขรรค์. พระขรรค์นี้เป็นอาวุธที่เทพเจ้าสร้างขึ้น สำหรับประทานแก่กษัตริย์เขมรในคริสต์ศตวรรษที่ 11 (พระเจ้าชัยวรมันที่ 5).[2] ถัดขึ้นไปเป็นรูปเครื่องหมายศักดิ์สิทธิ์: คือเครื่องหมาย "โอม" ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของสรรพสิ่งในจักรวาล.[3]  แต่ละข้างของตั่งเป็นรูปฉัตร, สัญลักษณ์แห่งพระราชอิสริยยศและพระราชอำนาจทั่วทั้งอุษาคเณย์. พระเจ้าแผ่นดินเขมรได้รับสมญานามว่า "กษัตริย์ที่สองแห่งสยาม"[4] แสดงออกถึงอิทธิพลของไทยในยุคนั้น. ในช่วงแห่งการยึดครอง[5] พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงสร้างธงที่สอง (ราว ค.ศ. 1862), เป็นธงสีน้ำเงินมีรูปธงชาติสยามที่มุมธงบนด้านคันธง.[6]

 

 


          

นอกจากการเพิ่มขอบสีแดงบนธงทั้งสี่ด้านแล้ว, ราชธวัชยังคงมีลักษณะอย่างเดิมตลอดตั้งแต่ยุครัฐในอารักขาฝรั่งเศสจนถึงช่วงที่เจ้าสีหนุถูกขับไล่ในปี ค.ศ. 1970.[7] อย่างไรก็ตาม, รูปแบบของสัญลักษณ์ได้เปลี่ยนแปลงไปด้วยการเพิ่มองค์ประกอบอื่นๆ.  ตั่งถูกแทนที่ด้วยแพรแถบมีข้อความถวายพระพรหรือนามประเทศ. เครื่องหมาย "โอม" ถูกครอบด้วยรูปพระมหามงกุฎ, รูปทรงดุจยอดเขาพระสุเมรุ, อันถือเป็นเขาโอลิมปัสตามความเชื่อท้องถิ่น. บนสุดเป็นรูปรัศมี, เป็นสัญลักษณ์ของความรุ่งเรืองในพระราชวงศ์.  สัดส่วนกว้างยาวของธงคือ 3:4 อย่างน้อยที่สุดจนถึงช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2. หลังจากนั้นผืนธงได้เปลี่ยนเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส[8] ขอบสีแดง และมีรูปสัญลักษณ์ขนาดใหญ่กว่าเดิมเขียนด้วยเส้นสีแดง. ในช่วงสุดท้าย (ค.ศ. 1948 - 1970) มีการสร้างธงเพิ่มขึ้นอีกธงหนึ่ง, สำหรับใช้ในราชพิธี, เป็นรูปตราแผ่นดินอย่างเต็มยศ: ซึ่งเพิ่มองค์ประกอบจากตราเดิมด้วยรูปสิงห์สองตัว, มีตัวหนึ่งศีรษะเป็นช้าง[9], ประคองฉัตรเครื่องสูง, มีรูปฉลองพระองค์ครุย, ลวดลายก้านขดและแพรแถบประดับลวดลายซึ่งบรรจุข้อความไว้.

 

 

หลังยุคแห่งโศกนาฏกรรมและความยุ่งเหยิงระหว่าง ค.ศ. 1970 - 1993[10], ราชอาณาจักรกัมพูชาได้รับการฟื้นฟูอีกครั้ง. ราชธวัชใหม่เป็นธงสีน้ำเงินคล้ายธงแบบดั้งเดิม และมีเครื่องหมายตราแผ่นดินแบบเต็มยศ, ซึ่งเขียนเป็นภาพลายเส้นด้วยสีเหลืองทอง, มีลักษณะดุจเดียวกับสัญลักษณ์ในราชธวัชสำหรับพระราชพิธีปี ค.ศ. 1970. สัดส่วนธง 2:3.

 

บรรณานุกรม 

Album des Pavillions nationaux, 1923 - Flaggenbuch OKM, 1939 - Archive CISV, Schedule 48 / 5 - Franciae Vexilla, special issue 2005

 

ที่มา:

ข้อสังเกต

-          ประวัติศาสตร์ธงชาติสยามเท่าที่ปรากฏอยู่ในประเทศไทยในขณะนี้ ยังไม่มีเอกสารได้ที่เล่าถึงการสร้างธงของเขมรโดยเอาธงช้างรวมเป็นส่วนประกอบหนึ่งอยู่ด้วย ต้องตรวจสอบจากเอกสารต่างประเทศเพิ่มเติมว่ามีบันทึกเรื่องนี้อยู่หรือไม่

-          ภาพจำลองราชธวัชแบบแรกของเขมร ออกจะคล้ายกับคำบรรยายถึงธงพระจุฑามณีของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว (ธงรูปปิ่นบนพานแว่นฟ้าล้อมด้วยเครื่องสูง เลียนแบบตราพระราชลัญจกรประจำพระองค์) ซึ่งปรากฏคำบรรยายลักษณะอยู่ในหนังสือของ ก.ศ.ร. กุหลาบ (จะได้คัดเอกสารของ ก.ศ.ร.กุหลาบ มาให้อ่านในโอกาสต่อไป)



เชิงอรรถของผู้แปล

[1] พ.ศ. 2405 เป็นช่วงต้นรัชกาลของสมเด็จพระนโรดมพรหมบริรักษ์ (นักองค์ราชาวดี) ขณะนั้นกัมพูชาเป็นประเทศราชของสยาม แต่ฝรั่งเศสเริ่มเข้ามามีอิทธิพลในแถบอินโดจีนแล้ว กัมพูชาถูกฝรั่งเศสแทรกแซงทางการเมืองใน พ.ศ. 2406 และได้กลายเป็นรัฐอารักขาของฝรั่งเศสโดยสมบูรณ์ตามสนธิสัญญาฝรั่งเศส-สยาม ค.ศ. 1867 เมื่อ พ.ศ.2410 ยกเว้นแต่เฉพาะพื้นที่ที่ไทยเรียกว่าเขมรส่วนใน อันได้แก่ พระตะบอง เสียมราฐ ศรีโสภณ ซึ่งไทยยังคงปกครองต่อไปจนถึง พ.ศ. 2447

[2] หมายถึงพระขรรค์ชัย ซึ่งถือเป็นหนึ่งเครื่องราชกกุธภัณฑ์ที่สำคัญยิ่งของกัมพูชา

[3] โอม เป็นรูปสัญลักษณ์แทนพระเป็นเจ้าสูงสุดทั้งสามในศาสนาฮินดูซึ่งเรียกรวมกันว่า “ตรีมูรติ” ได้แก่ พระศิวะ พระวิษณุ และพระนารายณ์ ในประเทศไทยและกัมพูชามักทำเป็นรูปอักขระขอม “อุ” กลับหัว เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า อุณาโลม

[4] หรือจะหมายถึง "อุปราช" ? น่ากลัวว่าจะไม่ใช่ทั้งสองกรณี เพราะเอกสารต่างประเทศในยุคร่วมสมัยระบุไว้ตรงกันว่า "กษัตริย์ที่สองแห่งสยาม" คือพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ประทับอยู่ ณ พระราชวังบวรสถานมงคล กรุงเทพมหานคร อนึ่ง กัมพูชาในยุคนั้นถือเป็นเพียงประเทศราชของสยาม การที่พระเจ้าแผ่นดินกัมพูชาจะมีศักดิ์เสมอพระเจ้าแผ่นดินที่ 2 ของราชอาณาจักรที่มีอำนาจเหนือตนอยู่จึงไม่น่าจะเป็นไปได้ – ผู้แปล

[5] โดยสยาม

[6] ธงชาติสยามในขณะนั้นเป็นธงสีแดงมีรูปช้างเผือกไม่ทรงเครื่องยืนหันหน้าเข้าหาเสา หากดูตามภาพที่ปรากฏในที่นี้ พึงระลึกว่าเสาธงอยู่ทางด้านขวาของภาพ (หลักทั่วไปในการบรรยายลักษณะธงนั้นมักถือเอาด้านซ้ายของภาพเป็นด้านเสาธง)

[7] พระบาทสมเด็จพระ นโรดม สีหนุ ได้สละราชสมบัติถวายแก่พระราชบิดา (พระบาทสมเด็จพระบรมนาถ นโรดม สุรามฤต) เพื่อทรงเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมืองในฐานะนายกรัฐมนตรีรัฐบาลพรรคสังคมราษฏร์นิยมเมื่อ พ.ศ. 2498 โดยดำรงพระอิสริยยศเป็นเพียงนักองค์นโรดมสีหนุ แม้ต่อมาสมเด็จพระราชบิดาจะเสด็จสวรรคตในปี พ.ศ. 2503 แต่พระองค์ก็ยังคงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและเป็นประมุขของพระราชอาณาจักรโดยไม่ได้มีการราชาภิเษกอย่างเป็นทางการ ตราบจนถึงการล้มล้างระบอบกษัตริย์โดยการรัฐประหารของนายพลลอน นอล เมื่อ พ.ศ. 2513

[8] พื้นสีน้ำเงิน

[9] คชสีห์

[10] ความวุ่นวายและสงครามกลางเมืองในกัมพูชาเริ่มจากเริ่มจากการัฐประหารของนายพลลอน นอล และการปกครองของสาธารณรัฐเขมรในปี ค.ศ. 1970 – 1975 (พ.ศ. 2513 - 2518) การล้มระบอบลอนนอลและการปกครองอันทารุณของเขมรแดงระหว่าง ค.ศ. 1975 - 1979 (พ.ศ. 2518 – 2522) การก้าวขึ้นมาปกครองประเทศโดยกลุ่มเขมรเฮง สัมริน และสงครามเขมรสี่ฝ่าย ระหว่าง ค.ศ. 1979 – 1992 (พ.ศ. 2522 – 2535) การจัดการเลือกตั้งโดยความควบคุมของสหประชาชาติในปี ค.ศ. 1992 (พ.ศ. 2535) และสิ้นสุดด้วยการฟื้นฟูพระราชอาณาจักรขึ้นใหม่ใน ค.ศ. 1993 (พ.ศ. 2536)

 

edit @ 4 Mar 2011 13:16:52 by xiengyod

edit @ 4 Mar 2011 13:18:07 by xiengyod

edit @ 4 Mar 2011 15:13:27 by xiengyod

Comment

Comment:

Tweet